น้ำมันกระเทียมสกัด จาก กระเทียม น้ำมันที่มีประโยชน์กับสุขภาพที่ดีที่สุด

น้ำมันกระเทียมสกัด

ปัจจุบัน ทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจการรักษาแบบผสมผสานหรือที่เรียกว่า “การแพทย์ทางเลือก” ซึ่งมีหลายวิธีที่นำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง หนึ่งในนั้นคือ การใช้สมุนไพรจากธรรมชาติมาใช้ในการรักษา ในอดีตกาลพบว่า ‘กระเทียม’ ถือเป็นพืชสมุนไพรที่เก่าแก่ถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรคของชาวจีน อียิปต์ บาบิโลน กรีก และโรมัน มาอย่างยาวนานกว่า 3,000 ปี

“กระเทียม” สมุนไพรที่รู้จักกันเป็นอย่างดี บางคนอาจจะไม่ค่อยชอบเนื่องจากมีกลิ่นที่ฉุนหรือทานแล้วทำให้เกิดกลิ่นปาก แต่แท้จริงแล้วสมุนไพรชนิดนี้มีคุณประโยชน์มากกว่าที่คิด โดยในอดีตกระเทียมได้ถูกชาวจีน อียิปต์ บาบิโลน กรีก และโรมัน นำมาใช้เป็นยารักษาโรคมานาน และในปัจจุบันทั่วโลกก็ได้นำมาใช้ในทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องและเป็นที่แพร่หลาย

กระเทียมมีประโยชน์อะไรให้กับร่างกาย

จากการค้นคว้าและวิจัยของแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมากกว่า 2,500 การทดลอง ทำให้รู้ถึงสารสำคัญที่ทำให้กระเทียมมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยในกระเทียมมีสารประกอบซัลเฟอร์อย่างน้อย 33 ชนิด รวมถึงอัลลิซิน (Allicin) และ S-allylmercaptocyctein รวมทั้งกรดอะมิโนและไกลโคไซด์กว่า 17 ชนิด

การค้นคว้าและวิจัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเกี่ยวกับสมุนไพรชนิดนี้ของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกว่า 2,500 ผลการทดลอง ทำให้พบว่าในกระเทียมมีสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ไว้ ยกตัวอย่างเช่น

  • สารประกอบซัลเฟอร์อย่างน้อย 33 ชนิด
  • อัลลิซิน (Allicin)
  • S-allylmercaptocystein
  • กรดอะมิโนและไกลโคไซด์กว่า 17 ชนิด
  •  เอ็นไซม์หลากหลายชนิด
  •  เกลือแร่ โดยเฉพาะ เซเลเนียม (Selenium)

โดยสารสำคัญเหล่านี้ เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้กระเทียมมีคุณประโยชน์มากมายแก่ร่างกาย เป็นเสมือนยารักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ โดยช่วยลดระดับไขมันในเลือด เช่น ลดโคเลสเตอรอลชนิดรวม และ LDL-cholesterol จึงเหมาะกับผู้ที่มีระดับไขมันโคเลสเตรอลในเลือดสูง มากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร มีผลในการลดความดันโลหิตสูง ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดยกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการสร้างเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้น และกระเทียมยังเปรียบเสมือนยาปฏิชีวนะ ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อต่างๆ โรคมะเร็ง และช่วยต้านสารอนุมูลอิสระในร่างกาย

สรรพคุณของน้ำมันกระเทียม

  • บำรุงเสริมสร้างความแข็งแรงให้หัวใจ
    • หัวใจ เป็นอวัยวะที่ต้องทำงานตลอดชีวิต เพื่อสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย หากหัวใจของคุณมีปัญหาจนนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อนั้น ความสมดุลในชีวิตของคุณจะหายไปทันที ดังนั้นจึงควรหาทางป้องกันโรคหัวใจตั้งแต่วันนี้ เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะสารอาหารจากธรรมชาติที่มีส่วนช่วยในการดูแลหัวใจ  การที่จะมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงได้ต้องประกอบไปด้วยหลายปัจจัย ซึ่งปัจจัยที่สำคัญคือต้องดูแลระดับไขมันในเลือดให้เป็นปกติ และควบคุมเรื่องความดันโลหิตเป็นสำคัญ
  •  ช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด
    • ระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดที่สูงเป็นปัจจัยสำคัญของโรคหัวใจ เนื่องจากมีการสะสมของไขมันที่หลอดเลือดจนทำให้ตีบและตัน ซึ่งซัลเฟอร์และอัลซิลินที่เป็นสารประกอบในกระเทียมสามารถช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol) และไขมันคอเลสเตอรอลร้าย (LDL-cholesterol) กระเทียมมีส่วนช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในกระแสเลือด โดยไขมันชนิดนี้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดการอุดตันของเส้นเลือด จากการวิจัยพบว่าสารประกอบซัลเฟอร์ในกระเทียม โดยเฉพาะอัลลิซิน สามารถลดปริมาณโคเลสเตอรอลรวม และ โคเลสเตอรอลชนิดร้าย ได้ดี สำหรับกรณีผู้ที่มีปัญหาระดับไขมันโคเลสเตอรอลสูงมากกว่า 200 มิลิกรัมต่อเดซิลิตร ควรเสริมด้วยสารสกัดโพลีโคซานอลควบคู่กับกระเทียม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดให้ดียิ่งขึ้น แต่กรณีผู้ที่มีปัญหาระดับไขมันโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูงทั้งคู่ ควรเสริมด้วยน้ำมันปลา (Omega-3) น้ำมันปลายังมีผลในเพิ่มระดับไขมันโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-cholesterol) ที่มีหน้าที่ในการพาไขมันโคเลสเตอรอลที่สะสมอุดตันตามผนังหลอดเลือดกลับไปทำลายหรือเผาผลาญที่ตับ ดังนั้นหากสามารถเพิ่มระดับไขมันโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-cholesterol) เพียง 1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ถึง 3-4%
  • ช่วยลดสภาวะความดันโลหิตสูง
    • โดยสามารถลดความดันโลหิตค่าบน (Systolic Blood Pressure) ได้ 7.7 มิลลิเมตรปรอท และลดความดันโลหิตค่าล่าง (Diastolic Blood Pressure) ได้ 5 มิลลิเมตรปรอท และจากการศึกษาวิจัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศพบว่ากระเทียมช่วยลดความดันโลหิตตัวบน (ความดันที่เกิดขึ้นขณะหัวใจบีบตัวไล่เลือดออกจากหัวใจ) ได้ถึง 7.7 มิลิเมตรปรอท และลดความดันโลหิตตัวล่าง(ความดันของเลือดที่ค้างอยู่ในหลอดเลือด ขณะหัวใจคลายตัว) ได้ถึง 5 มิลลิเมตรปรอท ไม่เพียงเท่านั้นการทานกระเทียมยังช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้ถึง 16-40% ซึ่งได้มาจากผลการวิจัยที่ทำขึ้นกับกลุ่มทดลองของผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 553 คน
  • สร้างสมดุล เสริมภูมิต้านทาน ลดภูมิแพ้
    • มีหลายวิธีที่สามารถปฏิบัติเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การทานผักและผลไม้ การทานวิตามินเสริมต่างๆ เช่น วิตามินซี ควบคู่กับการเลือกใช้สมุนไพร เช่น กระเทียม เพื่อช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ เสริมภูมิคุ้มกันได้ เนื่องจากกระเทียม นั้นมีสารสำคัญ คือ อัลลิซิน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายโดยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาว เช่น Macrophaqes และ T-lymphocyte เพิ่มขึ้น เมื่อร่างกายเรามีเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลในการช่วยบรรเทา และลดอาการภูมิแพ้
  • ฤทธิ์ของกระเทียมที่เปรียบเสมือนยาปฏิชีวนะ ที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย  เชื้อไวรัส และเชื้อรา
    • กระเทียมมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดการเกิดภูมิแพ้ และอาการเรื้อรังทางระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด หอบหืด ไซนัส หูอักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้กระเทียมเองจะช่วยเสริมสร้างให้สุขภาพของหัวใจแข็งแรงแล้ว อีกหนึ่งคุณประโยชน์ที่สำคัญต่อร่างกายก็คือ ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง โดยในทางการแพทย์มีการเปรียบฤทธิ์ของกระเทียมเสมือนกับ “ยาปฏิชีวนะ” จึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อราได้ อีกทั้งในกระเทียมยังมีสารอิลลิซิน (Allicin) ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวให้เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลดีต่อร่างกาย เพราะเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่กำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกาย ซึ่งเมื่อมีจำนวนมากขึ้นก็สามารถช่วยจับเชื้อโรคที่เข้ามาได้มากขึ้น จึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงได้ ส่งผลให้อาการของผู้ที่เป็นหวัดและภูมิแพ้ลดลง

       ไม่เพียงเท่านั้นในต่างประเทศยังมีการวิจัยถึงประโยชน์ของกระเทียมว่าสามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง โดยมีการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงในรัฐไอโอวา สหรัฐอเมริกา พบว่าผู้หญิงที่ทานกระเทียมเป็นประจำทุกวัน ความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลงถึง 35%

น้ำมันที่มีประโยชน์กับสุขภาพที่ดีที่สุด

จะเห็นได้ว่ากระเทียมให้ประโยชน์กับร่างกายอย่างมากมาย ทั้งช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอล ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ลดความดันโลหิต และยังช่วยเสริมภูมิต้านทานให้ดีขึ้น ถึงแม้การทานกระเทียมเป็นประจำจะดีต่อสุขภาพ แต่การทานกระเทียมสดในแต่ละวันก็กลายเป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่สะดวกในการพกพา ที่สำคัญหากต้องทานในปริมาณตามที่ต้องการก็อาจสร้างปัญหาในเรื่องกลิ่นปากได้ ดังนั้นการทานในรูปแบบของน้ำมันกระเทียมที่มีการสกัดเป็นเม็ด (แคปซูล) จึงเป็นทางเลือกที่สามารถทานได้ทุกวัน และไม่ต้องห่วงเรื่องปัญหาต่างๆ เหมือนการทานกระเทียมสด

ในปัจจุบัน “น้ำมันกระเทียม” มีในรูปแบบแคปซูล กำลังเป็นที่นิยมมากในยุโรปและอเมริกา เพราะเป็นทางเลือกที่สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการได้รับกระเทียมสด แต่มีความกังวลเรื่องกลิ่นของกระเทียมที่อาจทำให้เกิดกลิ่นปาก

  • เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทานวันละ 3 – 8 แคปซูล/วัน
  • ระดับไขมันในเลือดสูง ทานวันละ 3 – 8 แคปซูล/วัน
  • ระดับความดันโลหิตสูง ทานวันละ 3 – 8 แคปซูล/วัน

จากตรงข้อแตกต่างระหว่างกระเทียมสดและน้ำมันกระเทียมข้างต้น คงทำให้หลาย ๆ คนตัดสินใจได้ว่าการทานกระเทียมในรูปแบบของน้ำมันกระเทียมสกัดทำให้การใช้ชีวิตสะดวกมากขึ้น และแถมยังให้ประโยชน์ไม่ต่างจากการทานกระเทียมสด แต่ทั้งนี้การเลือก“น้ำมันกระเทียม” เพื่อให้ได้รับคุณประโยชน์อย่างเต็มที่และปลอดภัยควรสกัดแบบแคปซูลนิ่มเพราะจะทำให้สารอาหารดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี ที่สำคัญควรผลิตภายใต้มาตรฐานยาระดับสากล เพราะสามารถการันตีได้ว่าไร้สารเคมีตกค้างแน่นอน